บ๊ายบายนะ

posted on 10 Feb 2009 23:14 by arinya

เอาล่ะ! จะไม่ลบบล็อกนี้ทิ้ง

แม้ว่าเรื่องที่เขียนมาถึงตอนนี้

มันจะจบแล้วก็ตาม

ฮ่า...

ขอบคุณมาก

ขอบคุณทุกครั้งที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นและจบลง

หมายความว่าเราจะได้ความทรงจำและประสบการณ์ที่ดีอีกอย่างหนึ่ง

เรื่องนี้ก็คงเป็น "รักตัวเอง"

กับ

"การปรับตัวเข้าหากัน"

ในเมื่อมันไม่ได้

ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องยื้อกันเนอะ

ขอบคุณมากจริงๆ

เราไม่ได้รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมาหนึ่งปีนี้เลย

ฮ้า....

ขอบคุณคนที่เข้ามาอ่านด้วยนะจ๊ะ

บ๊ายบาย~

อ๊าาาา หอมไปแล้ว หอมไปแล้ววววววว

(ระงับสติหน่อยสิยะ คนอื่นเขาอ่านไม่รู้เรื่อง)

แบบว่า...แบบว่า วันนี้ตอนเปิดประตูออกจากห้องเรียนก็เจอเขานั่งอยู่หน้าห้อง ยิ้ม ชูสองนิ้ว

เราก็อ๊ะ...ฮะ...เฮ้ย...วะ...หวัดดีค่ะ

กรี๊ดดด ทำไมเจอกันในสภาพนี้อีกแล้ว โทรมสุดๆ หน้าเน่อเลอะเทอะเพราะเมื่อกี้พึ่งทำ Animal exercise เล่นเป็นสัตว์มา ไอไลนเนอร์นี่ไม่เหลือค่ะ เลอะไปทั้งหน้า เครื่องสำองค์สำอางค์ไม่ได้ติดหนังหน้าเราซักกะติ๊ดเลย

แต่ว่านะ เขาแอบสังเกตเห็นแผลที่แขนด้วย ทั้งๆที่เห็นแค่ชั่วแว๊บตอนเปิดประตูเท่านั้นเอง (ดีใจอ่ะเด๊ เขาเอาใจใส่)

หลังจากนั้นก็ไปนั่งดูเขาเล่นละคร แล้วก็แอบไปดักรอเดินกลับด้วยกัน

เขาก็พูดทำนองว่าอยากให้ไปกินข้าวด้วย

ก็...อะ ไปก็ไป แต่จะกินนิดเดียวนะ!

ก็ไปหม่ำๆกันที่ร้านแถวลิโด้

ดีใจมากเลย คราวนี้คุยกันได้เป็นธรรมชาติมากกกก ลั่นล้าสุดๆ เม้าท์แตก

จนตอนเดินออกมาจากร้าน มีจังหวะที่เขาก้มตัวลงมาบ่นๆว่า อิ่มจัง

เราก็เผลอ...

จับไหล่เขา เขย่ง แล้วก็

จุ๊บแก้ม

อ๊ากกกก ยังจำความรู้สึกได้อยู่เลย

กะระยะผิดไปหน่อย เลยเสียงดัง จ๊วบบบ

ฮ่าๆๆๆๆ

แล้วก็เช็ดๆกัน แบบ กร๊าก น้ำลายเลอะป่ะเนี่ย (เลอะค่ะ)

เขาก็โอบเราทีนึง

แล้วก็เดินขำตัวเอง แล้วทันใดนั้น...ดิฉันก็เขินค่ะ...

นี่เราทำอะไรไปฟะเนี่ยยยยยยยยย

อ๊ากกก เอาอีกแล้ว ไอ้นิสัยอยากควบคุมสถานการณ์เนี่ย

เป็นฝ่าย"รุก"อีกแล้วนะ หล่อน

เดินเขินไปนิดนึง จนพี่เขาบอกว่า เขินทำไม พี่สิต้องเขินนะ

ฮ่าๆๆๆ

บ๊ายบายกันที่ใต้บีทีเอส เขาแอบเดินไปแล้วหันกลับมามองด้วย

ฮ่ะๆ

หมีขาว พอโดนแมวเหมียวแกล้ง น่ารักจริงๆเลยรู้ตัวไหมเนี่ย

 

อ๊า เห็นแบบนี้แล้วอยากแกล้งอีกจัง ฮิๆ

มีความสุข*

เห เห เหหหห นี่มันเดือนแปดแล้วเหรอเนี่ย

เรารู้จักกันมาแปดเดือนแล้วนะ

จาก"อะไรก็ไม่รู้"ก็กลายเป็น"คนรัก" (รึเปล่าน้อ) แล้ว

แต่เราก็ไม่ใช่"แฟน"กันอยู่ดี

ไม่รู้สิ เวลาเราพูดถึง นายโอจิ แฟนคนแรก เราก็พูดว่า "แฟน"

แต่สำหรับเขาเราไม่อยากใช้คำว่าแฟนเลย

สำหรับเรา แฟน มันดู ปั๊บปี้ เลิฟอ่ะ...

(เรื่องมาก แม่เราก็เรียกป๊าว่า "แฟนพี่ๆ" เหอๆ)

มันดูวัยรุ๊น วัยรุ่น (แม่หล่อนนี่วัยรุ่นมากเลยนะยะ)

ก็เรากับเขาเจอหน้าแทบจะนับครั้งได้ (แต่ก็นับไม่ได้ กร๊าก ลืม)

แถมเจอกันส่วนใหญ่ก็แค่กินข้าว (ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ทั้งหมด่)

กินข้าวแล้วก็คุย คุย คุ๊ย คุย

ส่วนใหญ่ก็คุยเรื่องละครเนี่ยแหละ (เป็นพวกบ้าละครเวทีทั้งคู่)

แล้วก็คุยเรื่องสมัยเรายังเด็กๆ (คุยกันเรื่องแบบว่า...ช่องว่างระหว่างวัยจริงจริ๊ง)

มันไม่เห็นเหมือนเวลาเพื่อนๆเรามีแฟนเลย เจอกันเช้าเย็น มารับมาส่ง มารอ (ส่วนรายนี้ เราเป็นฝ่ายไปรอ เชอะๆ) แล้วก็ไม่งี่เง่าง้องแง้งกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

พึ่งรู้สึกตัวว่าเราใจเย็นมากกกก กับเรื่องของเขา มีหึงนิดๆหน่อยๆ ตามภาษาคนฮอร์โมนแปรปรวน (กร๊าก)

(เคยถึงขนาด "นี่หนูยังชอบพี่อยู่ได้ไหมเนี่ย") (คำถามข้างเดียวจริงๆให้ดิ้นตาย) (คนตอบทำหน้าเหรอหรามาก "ทำไมอ๊า เกิดอะไรขึ้น (ช็อก))

อ้อ แล้วก็พึ่งรู้ว่าคนบางคนรอบๆตัวเขาก็คบกับคนอายุมากกว่า(บางคนมากกว่าเราเยอะด้วยซ้ำ)

เฮ่...เฮะ เฮะ ก็ไม่ได้กำลังหลอกคนแก่อยู่คนเดียวเนอะ (เอ๊ะ หรือโดนคนแก่หลอกหว่า?)

รู้แต่ว่า เขาน่ะ เป็นคนแก่ที่ปัญญาอ่อนที่สุด! (นี่ถ้าเขามาอ่านเจอ (โอกาส หนึ่งในพันล้าน) ต้องบ่นว่า อะไร เรายังไม่แก่นะ เรายังเป็นวัยรุ่นอยู่เลยแหงๆ) แล้วก็เป็นคนแก่ที่หน้าอ่อน ด้วย...

เชอะๆ ผิวดีกว่าเราอีกต่างหาก ...(อิจฉา เอาผิวเนียนๆขาวๆนั่นมาน๊า)

ทำให้รู้สึกว่าเราต้องดูแลตัวเองมากขึ้น เจอกันคราวหน้าดิฉันจะเพาเวอร์อัพ!

 

อ้อ แล้วก็...

 

 

 

 

 

เจอคราวหน้า เราจะขโมยหอมแก้มท่านให้ได้  คอยดู๊ คอยดูนะ!